ดอกไม้ในท้องถิ่นของฉัน

** ดอกแก้ว **

ดอกแก้ว ไม้มงคล-ดอกหอม ดอกสีขาวนวล ส่งกลิ่นหอมตลอดทั้งวันและหอมแรงช่วงใกล้ค่ำถึงเช้ามืด ออกดอกได้ตลอดทั้งปี
 
ชื่ออื่น : แก้ว (กลาง,เหนือ), กะมูนิง (มลายู ปัตตานี), แก้วขาว (กลาง), แก้วขี้ไก่ (ยะลา), แก้วพริก (เหนือ), แก้วลาย (สระบุรี), จ๊าพริก (ลำปาง) และ ตะไหลแก้ว (เหนือ) และ“ต้นแก้ว” มีชื่อสามัญเป็นภาษาอังกฤษว่า Adaman Satinwood, Chinese box tree, Orange jasmine, Cosmetic Bark Tree 
 
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murraya paniculata(L.) Jack อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้ดอกหอมที่อยู่คู่คนไทยมานานแล้ว เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5-9 ใบ ผิวใบเรียบเป็นมันและมีต่อมน้ำมันเป็นจุดใสๆ อยู่บนใบ

ดอกแก้วมีสีขาวนวล ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ส่งกลิ่นหอมตลอดทั้งวันและหอมแรงช่วงใกล้ค่ำ-กลางคืน ดอกแก้วทยอยบาน และบานได้วันเดียวก็โรยแล้วครับ แต่ดอกแก้ว สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี หากติดผล เมื่อผลแก่จะมีสีแดง

**********************************************

 

 

 

ชวนชม

( Adenium obesum)

ชื่อสามัญ   : Mock Azalea,Desert Rose, Impala Lily,Kudu Lily และ Sabi Star

ชื่อวิทยาศาสตร์   : Adenium obesum (Forssk.) Roem & Schult.

วงศ์  : Apocynaceae

ถิ่นกำเนิด   : Earth Africa           

                                                           ชวนชม(Adenium obesum)

เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้สนใจ รัก และปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ใบประดับกันอย่างมากที่สุด เพราะชวนชมเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกเลี้ยงกันง่ายในสภาพอากาศร้อน ทรงต้นดูแปลกตา ให้ดอกชมกันตลอดปี และสีสันดอกสดใสสวยงามยิ่งมีการผสมพันธุ์จนได้ชวนชมต้นใหม่ที่แตกต่างออกไปจากต้นพ่อพันธุ์ต้นแม่พันธุ์ ทำให้มีชวนชมดอกสีแปลกๆ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้น            ชวนชม หรือที่เรียกกันว่า ลั่นทมยะวา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก แถบแทนซาเนีย เคนยา และ ยูกันดา สามารถทนแล้งอยาในทะเลทรายได้เพราะเป็นพืชอวบน้ำจนได้ชื่อว่าเป็นกุหลาบแห่งทะเลทราย ( Desert Rose)การแยกประเภทสายพันธุ์ชวนชม แบ่งออกเป็น 5 สายพันธุ์ดังนี้            1.Adenium obesum ssp. boehmianum (Schinz) G. Rowley            ใบใหญ่ ปลายใบกลมหรือมน มีรอยเว้าแหลม ขอบใบปิดเป็นคลื่น ดอกสีชมพูถึงสีม่วง สีม่วงเข้มในส่วนของกลีบดอกที่เชื่อมกันเป็นหลอด พบในนามิเบีย และ ทางตอนใต้ของอังโกลา            2. Adenium obesum ssp.oleifolium (Stapf) G. Rowley            ส่วนโคนต้นที่แข็งแรงและมีเนื้อไม้อยู่ใต้ดินลำต้นส่วนที่อยู่เหนือดินมีลักษณะผอมยาวและมีเนื้ออ่อน ใบรูปแถบขนาด 5´30 เซนติเมตร สีเขียวอมเทา แผ่นใบมีขนสั้นปกคลุม และมีสารจำพวกขี้ผึ้งเป็นผงละเอียดปกคลุมใบ พบในแถบตะวันออกของนามิเบีย ตอนเหนือของเคป และทางตอนใต้ของบอตสวานา            3.Adenium obesum ssp. socotranum (Vierh.) Lavranos            ทรงพุ่มเตี้ย ลำต้นรวมกันเป็นกลุ่ม กิ่งเรียงเป็นแนวสั้นๆ รวมกันเป็นกระจุก แผ่นใบเกลี้ยง ดอกสีชมพูสด พบใน โซโคตรา             4 Adenium obesum ssp. somalense (Balf. f.) G. Rowley            มีชื่อสามัญว่า Mock-azalea ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบรูปลูกศรแคบยาว แผ่นใบเกลี้ยง ยาวประมาณ 6 เซนติเมตร หรือรูปไข่ ใต้ใบสีเขียวนวล ดอกเล็กมีสีขาวถึงสีชมพู พบในเขตตะวันออกของแอฟริกา เคนยา โซมาลีแลนด์ และเอเดน5. Adenium obesum ssp. swazi***  (Stapf) G. Rowley            มีชื่อสามัญว่า White Impala Lily ลำต้นส่วนโคนที่แข็งอยู่ใต้ดินบางส่วน ใบกว้างรูปหอกกลับ หรือรูปไข่ แผ่นใบหนา ใบอ่อนมีขนอ่อนเล็กๆปกคลุมใต้ใบ ดอกอ่อนบริเวณปลายยอดเป็นกลุ่ม ดอกสีขาว หลอดดอกสีแดงเข้ม พบในสวาซิแลนด์ ทรานสวาลล์ และโมซัมบิก 

 

                                                         **************************

ดอกมะลิ
 ชื่อสามัญ                                Sambacชื่อวิทยาศาสตร์                        Jasminum sambac. , Jusminum adenophyllum.ตระกูล                                    OLEACEAEลักษณะทั่วไป

มะลิเป็นพรรณไม้ยืนต้น และเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลางบางชนิดก็มีลำต้นแบบเถาเลื้อย ลำต้นมีความสูงประมาณ1-3 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีขาวมีสะเก็ดรอยแตกเล็กน้อย ลำต้นเล็กกลมแตกกิ่งก้านสาขาไปรอบ ๆ ลำต้น ใบเป็นใบเดียวแตกใบเรียงกันเป็นคู่ ๆ ามก้านและกิ่งลักษณะของใบมนป้อม โคนใบสอบเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ขนาดใบกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ออกตามส่วนยอดหรือตามง่ามใบดอกเล็กสีขาวมีกลีบดอกประมาณ 6-8 กลีบ เรียงกันเป็นวงกลมหรือซ้อนกันเป็นชั้นแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ขนาดดอกบานเต็มที่ประมาณ 2-3 เซนติเมตรผลเป็นรูปกลมรีเล็กเมื่อสุกจะมีสีดำภายในมีเมล็ดอยู่1เมล็ดนอกจากนี้ลักษณะของลำต้นและดอกแตกต่างกันไปตามชนิดพันธ์

 ประโยชน์

มะลินอกจากจะเก็บดอกมาร้อยเป็นพวงมาลัย ทำเป็นดอกไม้แห้ง หรือนำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง และในดอกมะลิมีส่วนที่เป็นน้ำมันอยู่ 0.2-0.3% ดอกมีรสเผ็ด หวาน ฤทธิ์อุ่น ส่วนรากมีรสขม ฤทธิ์อุ่น มีพิษ
ดอก   มีสรรพคุณแก้อาการท้องร่วง ตาแดง
ราก    เป็นยาแก้ปวด ทำให้ชา ฟันผุ ฟกช้ำ นอนไม่หลับ

สรรพคุณ

เยื่อตาขาวอักเสบ หรือตาแดง   : ดอกมะลิสดล้างให้สะอาด ต้มจนเดือด สักครู่ นำน้ำที่ได้ใช้ล้างตา

ปวดกระดูก ปวดกล้ามเอ็น       : รากมะลิสดทุบให้แหลกคั่วกับเหล้าจนร้อน ใช้พอกบริเวณที่ปวด

ปวดฟันผุ : รากมะลิตากแห้งบดเป็นผง ผสมกับไข่แดงที่ต้มสุกแล้วจนได้ยาเหนียวข้น ใส่ในรูฟันผุ

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ รากมะลิมีพิษ ไม่ควรใช้รับประทานหรืออาจใช้แต่น้อย เช่น ใช้รากมะลิสดไม่เกิน 1.5 กรัม ฝนกับน้ำใช้ดื่มแก้อาการนอนไม่หลับ

                                                           *********************************

                                                     

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae
ชื่อสามัญ :  Frangipani , Pagoda tree, Temple tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumeria spp.
          ลีลาวดีมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา พบในบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกตอนใต้ถึงตอนเหนือของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน
          ลีลาวดีเป็นไม้ยืนต้น มีขนาดตั้งแต่พุ่มเตี้ยแคระสูงประมาณ 0.9-1.2 เมตร จนถึงต้นที่สูงมาก อาจสูงถึง 12 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสขาและพุ่มใบสวยงาม มีน้ำยางสีขาวข้น เป็นไม้ผลัดที่สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบรุ่นใหม่ กิ่งที่ยังไม่แก่มีสีเขียว อ่อนนุ่ม ดูเกือบจะอวบน้ำ กิ่งแก่มีสีเทามีรอยตะปุ่มตะป่ำ กิ่งไม่สามารถทานน้ำหนักได้ กิ่งเปราะ เปลือกลำต้นหนา ต้นที่โตเต็มที่แล้วจะพัฒนาจนกระทั่งมีความแข็งแรงมากขึ้น
          ใบ เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงตัวแบบสลับและหนาแน่นใกล้ปลายกิ่ง มีลักษณะแตกต่างกันไปทั้งรูปร่าง ขนาด สี และความหนาแน่น โดยทั่วไป ใบจะหนา เหนียวแข็ง และมีสีตั้งแต่สีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบแตกสาขาออกไปคล้ายขนนก ขนาดใบแตกต่างกัน
ช่อดอก ดอกจะผลิออกมาจากปลายยอดเหนือใบ เห็นเป็นช่อดอกใหญ่สวยงาม แต่ก็มีบางชนิดที่ออกช่อดอกระหว่างใบ หรือใต้ใบ บางชนิดห้อยลงบางชนิดตั้งขึ้น ในหนึ่งช่อจะมีดอกบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก บางต้นที่มีความสมบูรณ์เต็มที่อาจมีดอกมากกว่า 100 ดอก ต่อ 1 ช่อ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน บางพันธุ์สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี
          ลักษณะของ ดอก โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ถึงกลาง ยกเว้นบางพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ดอกมีลักษณะคล้ายท่อ ทำให้มองไม่เห็นเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยจะมีเกสรตัวผู้ 5 อัน อยู่ที่โคนก้านดอก ส่วนเกสรตัวเมียอยู่ลึกลงไปในก้านดอก เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบานไม่พร้อมกัน ยากต่อการผสมตัวเอง
          ฝัก มีลักษณะคล้ายกับฝักต้นชวนชม ฝักอ่อนสีจะมีสีเขียวเมื่อแก่ฝักจะมีสีแดงถึงดำ

    ลีลาวดี หรือ ลั่นทม  (Frangipani, Plumeria, Templetree) เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน เมื่อก่อนบางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ‘ระทม’ ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้น 
          ลีลาวดี เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร ทางภาคใต้ เรียกชื่อว่า “ต้นขอม” “ดอกอม”  เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธม ได้ชัยชนะ นำต้นไม้นี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า “ลั่นธม” “ลั่น” แปลว่ ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง “ธม” หมายถึง “นครธม” ภายหลัง “ลั่นธม” เพี้ยนเป็น “ลั่นทม”
          ลีลาวดี เป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี
 ลีลาวดี เป็นไม้ประดับที่มีผู้สนใจปลูกกันอย่างมากในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากติดใจในความงามของทรงต้น ใบ และดอกที่มีหลากสีสัน โดยเมื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์แล้วจะได้สีที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดอกยังมีกลิ่นหอม อีกประการหนึ่งคือลีลาวดีเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีคุณสมบัติใช้เป็นสมุนไพร
ในอดีตไม้ชนิดนี้จะไม่นิยมปลูกในบ้านเรือนเลย เพราะเนื่องจากความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความหมายของชื่อเดิมคือ “ลั่นทม” ทำให้ลั่นทมมีปลูกไว้เฉพาะในวัด และตามโบราณสถานต่าง ๆ ในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาหลังจากเป็นที่รู้จักและคุ้นหูในนามของ “ลีลาวดี” เพียงเท่านี้ต้นลีลาวดีก็เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะในการจัดภูมิทัศน์และจัดสวนทั้งสวนในบ้าน  บริเวณตึก อาคาร รีสอร์ท สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ต่าง ๆ  นอกจากนี้ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ความต้องการลีลาวดีขยายตัวคือ การขยายตัวของธุรกิจสปา ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าในสถานประกอบการ สปานั้นนิยมนำดอกลีลาวดีมาเป็นไม้ประดับ เนื่องจากความสวยงามของรูปทรง สีสันและกลิ่นหอมเย็น
          ด้วยราคาที่สูงอย่างต่อเนื่องของลีลาวดี ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกลีลาวดีเพื่อการค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากลีลาวดีต้นใหญ่นั้นหาได้ยากขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่มีต้นลีลาวดีทั้งต้นใหญ่ กิ่งชำ และเมล็ด ก็จะมีลูกค้าไปติดต่อขอซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่เกษตรกร 
ในสมัยก่อน มีต้นลั่นทมเพียง 2 สายพันธุ์คือ
          1. ลั่นทมขาว   อย่างที่เห็นกันตามวัดวาอาราม  ลั่นทมขาวจะชอบแดด มีความสูงตั้งแต่ 3 – 7 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านดูอวบ มีสีน้ำตาลปนเทา เป็นใบเดี่ยวรูปคล้ายหอก ยาว 20 – 30 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวรูปกรวย มีกลีบดอก 5 กลีบ จะมีกลิ่นหอมมาก มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโก
          2. ลั่นทมแดง ทุกอย่างจะเหมือนลั่นทมขาว ยกเว้นใบ ที่บางครั้ง จะออกสีเขียวเข้ม ดอกมีสีแดงทั้งดอก ก้านออกเป็นสีม่วงแดง ดอกมีกลิ่นหอม ทั้งสองชนิดมีอายุยืน ตั้งแต่ 50 ถึง 100 กว่าปี

          ดอกลีลาวดี ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติ ของประเทศลาว โดยส่วนมากจะขึ้นอยู่ตอนเหนือของประเทศ ไทยทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง

                                                             *************************************************************************************

                                                                                 

ดอกรัก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Calotropis gigantea(Linn.) R.Br.ex Ait.วงศ์ ACSLEPIADACEAEชื่อสามัญ Crown Flower, Giant Indian Milkweed, Gigantic

ลักษณะ
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1.5 – 3 เมตร ทุกส่วนมียางขาวเหมือนน้ำนม
ตามกิ่งมีขน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม รูปรีแกมขอบขนาน
ปลายแหลมโคนเว้า กว้าง 6 – 8 ซ.ม. ยาว 10 – 14 ซ.ม.
เนื้อใบหนา ใต้ใบมีขนนุ่ม ก้านสั้น ดอกสีขาวหรือสีม่วง ออกเป็นช่อ
ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน
เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 3 ซม. มีรยางค์เป็นคล้ายมงกุฎ 5 สัน
เกสรตัวผู้ 5 อัน ผลเป็นฝักคู่ กว้าง 3 – 4 ซม. ยาว 6 – 8 ซม.
เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดแบนสีน้ำตาล จำนวนมาก
มีขนสีขาวเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง

ถิ่นกำเนิด เอเซียกลาง อินเดีย

ออกดอก ตลอดปี

ขยายพันธุ์ เมล็ด, ปักชำกิ่ง

ประโยชน์
เปลือกราก รักษาบิด ทำให้อาเจียน ขับเหงื่อ
ยางมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง ถ้าถูกผิวหนังทำให้ระคายเคือง
ดอกทำดอกไม้ประดิษฐ์

 

Leave a response and help improve reader response. All your responses matter, so say whatever you want. But please refrain from spamming and shameless plugs, as well as excessive use of vulgar language.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s